แสบออนไลน์! เปิดเว็บขายมือถือ ส่งปลากระป๋องให้ลูกค้า

แสบออนไลน์! เปิดเว็บขายมือถือ ส่งปลากระป๋องให้ลูกค้า

จับหนุ่มแสบเปิดเว็บไซต์ขายของทั้งกล้อง มือถือ แมว ต้มตุ๋นหลอกเหยื่อโอนเงินให้ แต่ส่งกล้วยหอม ปลากระป๋องไปแทน จนมาช่วงหลังไม่ส่งอะไรให้เลย มีผู้เสียหายทั่วประเทศร่วมครึ่งร้อย ตร.ตามรวบตัวได้ อ้างจำเป็นต้องหาเงินเลี้ยงลูก…

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.59 ที่หน้า สภ.เมืองอุดรธานี พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พ.ต.ท.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอุดรานี ร.ต.อ.อรรคพล ยี่เกาะ ร.ต.อ.จตุพร เบ็ญจกุล ร.ต.อ.ปาณุทรรศน์ ศิริวาลย์ ร.ต.อ.บรรจง พาโคตร ร.ต.อ.วิเชียร คล้อยดี รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี แถลงข่าวจับกุม นายธีระวุฒิ สุขสวัสดิ์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 181/90 หมู่ 11 ต.หนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ นายธีระวุฒิ เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ 79/2559 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ 1 ชุด โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝาก 8 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 2 ใบ โดยจับกุมได้เมื่อเย็นวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่บ้านพักใน จ.ราชบุรี ควบคุมตัวมาทำการสอบสวน

พล.ต.ต.พีระพงศ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.พ.59 ร.ต.อ.อรรคพล ยี่เกาะ รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งจาก น.ส.กัลยรัตน์ อุทิศบุญ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/27 หมู่ 1 ซอยบ้านหนองบัว ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ว่าเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้สั่งซื้อกล้องฟรุ้งฟริ้ง ดิจิตอล ฟูจิ รุ่น เอ็ม 2 ราคา 12,000 บาท ผ่านทางเว็บไซต์ ขายดี ดอทคอม และโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารหมายเลข 080-9-012-39-4 ชื่อบัญชีนายธีระวุฒิ สุขสวัสดิ์ แต่ไม่ส่งสินค้ามาให้ และไม่สามารถติดต่อได้ จึงสืบสวนสอบสวนรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับและติดตามจับกุมตัว
จากการสอบสวนนายธีระวุฒิ ให้การรับสารภาพว่า กำลังเรียน กศน.ระดับ ม.ปลาย ได้เข้าสมัครเป็นสมชิกของเว็บไซต์ขายของ เพื่อนำสินค้ามาเสนอขายทางหน้าเว็บ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กล้องถ่ายรูป มือถือ ไอแพด แมว และธนบัตรสะสมของประเทศต่างๆ ระยะแรกส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ตามปกติ แต่มาช่วงหลังตนสั่งสินค้าแต่คนที่ตนสั่งสินค้าด้วยเบี้ยว ไม่ส่งสินค้ามาให้ เงินที่ลงทุนไปต้องสูญเปล่า จึงคิดหาเงินคืนด้วยการประกาศขายสินค้า เมื่อลูกค้าสั่งสินค้าและโอนเงินมาแล้ว จะส่งของอย่างอื่นไปให้ เช่น กล้วยหอมแทนมือถือไอโฟน ปลากระป๋องแทนกล้อง จนมาช่วงหลังๆ เมื่อรับเงินก็จะไม่ส่งสินค้าเลย ซึ่งลูกค้าที่ถูกเบี้ยวไม่ส่งสินค้าให้มีประมาณ 50 รายทั่วประเทศ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะต้องหาเงินไปเลี้ยงลูกอายุ 2 เดือน กระทั่งมาถูกตำรวจจับ

ผบก.ภ.จ.อุดรธานี กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนทราบว่า นายธีระวุฒิ ได้ฉ้อโกงประชาชนทั่วประเทศ มีตำรวจหลายท้องที่กำลังติดตามจับกุม เงินที่ได้จากการฉ้อโกงต้มตุ๋น จะนำไปใช้จ่ายเที่ยวเตร่ ไม่ได้นำไปเลี้ยงลูกอย่างที่กล่าวอ้าง

“ฝากเตือนประชาชนว่า เมื่อสั่งซื้อสินค้าทางเว็บไซต์ ให้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นการขายสินค้าและส่งสินค้าจริง สามารถติดต่อกับผู้ขายได้ตลอดเวลา ชื่อผู้ขายที่ลงทะเบียนหน้าเว็บไซต์ต้องเป็นคนเดียวกัน หากไม่ตรวจสอบจะทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง และเสียความรู้สึก และฝากถึงผู้ขายสินค้าทางเว็บไซต์ ถ้าหลอกลวงประชาชนจะถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย”

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 19 ก.พ. 2559

อุตุฯ ย้ำชัดๆ ไทยจะร้อนขึ้น เตือน มือส่ง ข่าวลือหนาวมหาโหด เจอโทษ

กรมอุตุฯ เผย หลังจากนี้อากาศทั่วทุกภาคของประเทศจะค่อยๆ สูงขึ้น มีเพียงเหนือ-อีสาน อากาศตอนเช้ายังหนาว ย้ำ ข่าวลือ อากาศเย็นลงฉับพลันไม่เป็นความจริง เตือน ปชช.อย่าตื่นตระหนก ระบุผู้เผยแพร่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 59 นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์กับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” เกี่ยวกับสภาพอากาศประเทศไทยขณะนี้ว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงปลายหนาว อุณหภูมิตอนเช้ายังคงหนาวเย็นและค่อยๆ สูงขึ้นในตอนกลางวัน บางพื้นที่สูงสุดถึง 30 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ เร็วๆ นี้อาจมีความกดอากาศสูงเข้ามาอีกระลอก ส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ ด้านภาคกลางจะมีหมอกหนาในตอนเช้า เตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ระมัดระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน ส่วนภาคใต้ คลื่นลมสูงประมาณ 2 เมตร

นอกจากนี้ ยังฝากไปถึงผู้ที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ นำรูปภาพ-ข้อความพยากรณ์อากาศบางส่วน เตือนภัยอากาศที่ร้ายแรงเกินความเป็นจริง หรืออากาศเย็นลงฉับพลัน โดยอ้างจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งสร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับประชาชน ว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว เข้าข่ายสร้างความตื่นตระหนก ซึ่งจะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากประชาชนต้องการจะตรวจสอบข่าวเกี่ยวกับสภาพอากาศได้ที่ เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือเบอร์ติดต่อ 02-3989830 รวมไปถึงสายด่วน 1182

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 17 ก.พ. 2559

‘ศานิตย์’ปัด ล่ารายชื่อไล่ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง

“ศานิตย์” ปัด ล่ารายชื่อไล่ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง สั่ง ผบก.น 2 เร่งสอบเอาผิด พ.ร.บ.คอมฯ ลั่น ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ให้กำลังใจ พนักงานสอบสวน

วันที่ 30 ม.ค. พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุ ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.ทวี หมื่นลักษณ์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ยิงตัวเองเสียชีวิต ภายในแฟลตตำรวจ เมื่อวานที่ผ่านมา ว่า การก่อเหตุของร้อยตำรวจเอกทวี เกิดจากทั้งปัญหาเรื่องงาน และปัญหาส่วนตัว ทำให้ในวันนี้เดินทางมาเพื่อให้คำแนะนำ และให้กำลังใจให้กับพนักงานสอบสวน ในฐานะที่เคยเป็นพนักงานสอบสวนมาก่อนจึงอยากให้พนักงานสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดโครงการสั่งไม่ฟ้องเป็นศูนย์ที่จะสามารถช่วยให้ป้องกันการแทรกแซงในการทำคดีและเป็นการยกระดับการทำงานของพนักงานสอบสวน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสงสัยว่า ร้อยตำรวจเอกทวี ก่อเหตุฆ่าตัวตายเนื่องจากผู้บังคับบัญชากดดัน ในการทำคดียึดรถ จำนวน 204 คัน ที่ห้างสรรพสินค้าย่านหลักสี่ พลตำรวจโทศานิตย์ ยืนยันไม่สามารถทำได้เนื่องจากหากผู้บังคับบัญชาเร่งรัด หรือ กดดันให้เร่งคืนรถจะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และส่วนตัวเชื่อว่า การเสียชีวิตของ ร.ต.อ.ทวี ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีกระแสข่าว ที่ตนเองมีคำสั่งให้ล่ารายชื่อโหวตผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาล ทุ่งสองห้อง เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่นั้น ยืนยัน ไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าว และขณะนี้ได้สั่งให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ตรวจสอบแล้วเนื่องถือจากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนจะมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการหรือไม่ จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม ขอฝากไปถึงพนักงานสอบสวนทุกคนให้ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตทุกขั้นตอน เพราะพนักงานสอบสวนเป็นหัวใจในการป้องกันปัญหาอาชญากรรม พร้อมอย่ากังวลในการทำงาน ยืนยันตนพร้อมเดินอยู่เคียงข้างและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 30 ม.ค. 2559

โป๊-อุจาด-ศพ ผิดที่ใคร? “คนถ่าย” หรือ “คนแชร์”

โป๊-อุจาด-ศพ ผิดที่ใคร? “คนถ่าย” หรือ “คนแชร์”

โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กบางทีก็น่ากลัวเกินไป เพราะจากเหตุการณ์สูญเสียพระเอกชื่อดัง คุณปอ ทฤษฎี ที่จากวงการบันเทิงตลอดกาล ทำให้เราได้บทเรียนหลายๆ อย่างที่สังคมไทยควรเรียนรู้ เรื่องของคำว่าสิทธิของผู้อื่นให้มากขึ้น!

ภาพแรกคือภาพที่บรรดานักข่าวและช่างภาพพยายามที่จะเก็บภาพการเคลื่อนศพของปอ จนทำให้ผ้าคลุมหน้าปอแทบจะหลุดออกมา แถมยังทำให้ภรรยาและน้องชายกระเด็นออกไปอยู่ข้างนอกขบวนทั้งๆ ที่มีรั้วเหล็กกั้น หลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ก็ถูกวิจารณ์ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์กกันมากมาย ถึงความเหมาะสมและจรรยาบรรณของสื่อ ว่าการที่เป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกละเมิดขนาดนั้นเลยหรือ แม้กระทั่งตอนตายก็ไม่ให้เกียรติกัน จนมีการเขียนถึงขนาดที่ว่า ตอนเผาก็กระโดดตามไปถ่ายในเตาเผาด้วย ทำให้สื่อบันเทิงบางส่วนน้อยใจ และพยายามอธิบายว่าช่างภาพที่เห็นมาจากหลายส่วน อย่าเหมารวมได้ไหม? ส่วนที่ทำงานดี อยู่บนจรรยาบรรณก็มี ช่างภาพที่เห็นมีทั้งนักข่าวหน้า 1 นักข่าวอาชญากรรมและนักข่าวสายบันเทิง

ซึ่งในมุมของช่างภาพเขาก็ต้องการภาพที่จะต้องไปทำข่าว และด้วยวิธีการที่เคยชินกับการทำงานที่ผ่านๆ มา เพื่อให้ได้ภาพเสี้ยววินาทีที่จะขายภาพข่าวได้ ทำให้วิธีการจะดูรุนแรงและบุกประชิดตัว แต่ในมุมของช่างภาพ ถ้าไม่ได้ภาพไปแต่สำนักอื่นได้ภาพไปเขาก็โดนไล่ออกจากงาน! และถ้ารู้จักชีวิตของช่างภาพเหล่านี้จริงๆ เมื่อเจอเหตุการณ์บ้านไฟไหม้ รถแก๊สระเบิด ผู้คนวิ่งอลหม่านร้องไห้เลือดไหล พวกเขาต้องคว้ากล้องและตามถ่ายภาพ ช่วยเหลือใครไม่ได้ เพราะนั่นคืองานของเขา แต่ถ้าถามในความรู้สึกของพวกเรา เราก็จะรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไป แทนที่จะช่วยกลับเอาแต่ตามถ่ายภาพเหตุการณ์ ถ่ายน้ำตา โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนเจ็บคนตาย มาถึงในตรงจุดนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใครเป็นช่างภาพหรือเป็นคนเสพสื่อ แต่ในเมื่อคนไทยยังนิยมดูข่าวคนเจ็บคนตายมากกว่าข่าวคนทำความดี มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะมีนักข่าวเหล่านี้ต้องเก็บภาพอย่างที่ขายได้
ดังนั้นเราต้องถามตัวพวกเราเองกันได้แล้วว่าเราต้องการเสพข่าวแบบใด? เพราะจากนี้ไป ถ้าเราไม่คลิกเข้าไปดู ไม่กดไลค์ ไม่เข้าไปแชร์ต่อ เขาก็จะเลิกทำข่าวไปเอง

แต่มันก็คงเป็นไปได้ยากเพราะขนาดเพจปลอมที่หาว่าดาราคนนั้นตาย คนนั้นประสบอุบัติเหตุยังแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว ไม่อ่านไม่วิเคราะห์ไม่พิจารณา ขอได้แชร์ขอได้บอกต่อ แม้ว่าจะเป็นคำถามในใจว่าของจริงหรือไม่ก็ตาม เมื่อนั้นสิ่งหลอกลวงและภาพรุนแรงเหล่านี้ก็ยังจะต้องคงเห็นต่อไปในสังคมไทย เพราะฉะนั้นอย่าโทษใครเราต้องโทษตัวเราเองที่เราใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กกันไม่เป็น

รวมถึงล่าสุดมีการแชร์ภาพศพของปอโดยไม่รู้ว่าเป็นภาพจริงหรือภาพตัดต่อ แต่ขอให้ได้ลงภาพเหมือนจะแสดงความเศร้าเสียใจแต่คุณรู้ไหมว่ามันคือการละเมิดสิทธิของครอบครัวของเขา บางคนเข้าไปเตือนก็โดนลบแล้วบล็อกออกโดยไม่สนใจคำเตือน ลงแค่เพียงต้องการเพิ่มยอดไลค์ในเพจ อยากขายของจนลืมนึกถึงความถูกต้อง เราก็คงได้แต่นึกในใจว่า ขายของไร้ศีลธรรมแบบนี้ก็ขอให้เจริญฮวบๆ ไม่ได้แช่งเพราะไม่อยากเป็นเจ้ากรรมนายเวรกับใคร แต่การขายของที่ไม่จริงใจมันก็บ่งบอกถึงความไม่น่าเชื่อถือของคนทำธุรกิจแบบนี้อยู่แล้ว
ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คนที่ลงภาพให้คนอื่นเสียหาย อับอาย แม้จะแค่แชร์ต่อหรือกดไลค์ อาจจะต้องจำคุกได้ถึง 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะอย่างกรณีล่าสุดของปลัดเจน จริงอยู่ที่เธออาจจะแต่งตัวเซ็กซี่เกินไป จริงอยู่ที่คุณมีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ใช้คำพูดให้คนอื่นอับอายหรือเสียหายนะคะ เราต้องเรียนรู้เรื่องสิทธิของผู้อื่นกันให้มากกว่านี้

มีคนเข้ามาร้องเรียนกับบุ๋มถามแล้วบอกว่าปลัดเจนฟ้องร้อง 10,000 บาท ในข้อหาแค่กดไลค์ในภาพนั้น มันเกินไปไหม ปลัดเจนหากินกับโลกโซเชียลเหรอ? บุ๋มเลยตอบไปว่า “การกดไลค์คืออะไร? ไลค์ หรือ Like แปลว่า ชอบ เห็นด้วย สนับสนุน” นั่นก็หมายความว่าคุณสนับสนุนและชื่นชอบในสิ่งที่ทำให้เขาเสียหาย คุณก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณคิด ในทางกฎหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าศาลคุณไม่มีสิทธิ์อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เพราะมันเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้กฎหมายในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีออกมาตั้ง 5 ปีแล้ว ยิ่งต้องรู้ใหญ่! อ้างไม่ได้แล้วนะคะ จะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ต้องใช้ให้เป็นและรับผิดชอบในสิ่งที่คุณกดไลค์ ในสิ่งที่คุณคอมเมนต์ ในสิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็น ในสิ่งที่คุณโพสต์และแชร์!

และในยุคปัจจุบันที่พวกเรามีมือถือในมือกันแทบทุกคน เสพสื่อออนไลน์กันมากกว่า 90% มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลสังคมของเรารวมไปถึงสังคมออนไลน์ ถ้าเจอเพจที่ไม่มีจรรยาบรรณ ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ที่หน้าด้านโพสต์ลงไปเพียงเพื่อเพิ่มยอดไลค์ อย่าไปกดไลค์มัน ช่วยกันรายงานความเลว ระดมปิดเพจมันซะ ไม่ให้มันมีที่ยืนในสังคม พวกเราต้องทำได้ค่ะ!

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 25 ม.ค. 2559

ปัดค้นวัดปากน้ำ ดีเอสไอฉะเฟซปลอม ลุ้น’สังฆราช’องค์ใหม่

ปัดค้นวัดปากน้ำ ดีเอสไอฉะเฟซปลอม ลุ้น'สังฆราช'องค์ใหม่

ดีเอสไอออกแถลงการณ์ ไม่มีการบุกจู่โจมตรวจค้นวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ กทม. เพื่อยึดรถโบราณในพิพิธภัณฑ์ รองโฆษกดีเอสไอเตือนคนแชร์ข้อความระวังผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้านเครือข่ายสงฆ์รุ่นใหม่จี้นายกฯ ป้องปรามพระบางรูปที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อพระมหาเถระ เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องนายกฯทำตามกฎหมายในการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ ทูลเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราช ศูนย์พิทักษ์ฯวอนดีเอสไอหยุดเล่นเกมการเมือง เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม

หลังจากมีการแชร์ข้อความในโซเชียลมีเดียตลอดวันที่ 16 ม.ค.ว่ากรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมนำกำลังเข้าตรวจรถหรูในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม.ที่มีเจ้าอาวาสคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นั้น ต่อมาในช่วงบ่าย ดีเอสไอส่งเอกสารถึงสื่อมวลชนและสาธารณชน ระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวบนระบบอินเตอร์เน็ต อ้างแหล่งข่าวว่ามาจากกลุ่มไลน์สถาบันปัญญานันทะ ว่านายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม.44 สั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประสานกำลังทหาร ตำรวจกว่า 100 นาย เตรียมบุกจู่โจมวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อสอบสวนปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และยึดรถโบราณในพิพิธภัณฑ์ โดยมีการประชุมลับและคาดว่าจะเข้าจู่โจมในอีกไม่เกินสองวันข้างหน้านั้น

ดีเอสไอขอชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณชนให้ทราบโดยทั่วกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ให้ดีเอสไอปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าว และดีเอสไอมิได้มีการประชุมลับ หรือเตรียมการจะปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยกรณีที่มีการสร้างข่าวเท็จขึ้นนี้ อาจเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พระพุทธอิสระ ยื่นเรื่องขอให้ดีเอสไอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ที่นำเข้ามาจากนอกราชอาณาจักรของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่แล้ว เนื่องจากดีเอสไออยู่ระหว่างการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบที่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรกว่า 5,000 คัน ซึ่งรับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวนว่ามีความเป็นมาอย่างไร อยู่ระหว่างการตรวจสอบทางเอกสารกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอันเป็นขั้นตอนปกติในการปฏิบัติงานและเหมือนกับกรณีอื่นๆ ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบ และขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จบนระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้ การกระทำของท่านอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม.14(1) (2) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

ดีเอสไอจึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนทุกท่านเพื่อทราบข้อเท็จจริง และขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานราชการ และข้อมูลข่าวสารบนระบบอินเตอร์เน็ต มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง และการที่ท่านเผยแพร่ต่อซึ่งข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ก็อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม.14 (5) ฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่อันเป็นเท็จด้วย โดยกรณีนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษผ่านช่องทางต่างๆโดยตรง จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นความจริง ขอบพระคุณกรมสอบสวนคดีพิเศษ 16 ม.ค.59

ด้าน พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ รองโฆษกดีเอสไอ เผยว่า มีข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า ดีเอสไอจะบุกตรวจค้นวัดโดยใช้ ม.44 นั้น ยืนยันไม่เป็นความจริง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมืองอธิบดีดีเอสไอ ให้ดีเอสไอออกแถลงเพื่อ 1.ชี้แจงต่อสาธารณชนและสื่อมวลชน ถึงกรณีดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง 2.เตือนบุคคลหรือกลุ่มที่เขียนข้อเผยแพร่ลงเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยการเผยแพร่ 3.บุคคลที่รับข่าวสารกรุณาอย่าแชร์ อาจผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ให้รับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานดีเอสไอและหน่วยงานราชการโดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่แท้จริง

ขณะที่ นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ คงต้องรอดูท่าทีจากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในวันที่ 18 ม.ค.ว่าจะสอบถามเรื่องใดมาบ้าง ส่วนกรณีที่ทางดีเอสไอจะเข้าไปตรวจสอบรถโบราณภายในพิพิธภัณฑ์ของวัดปากน้ำฯนั้น เชื่อว่า ทางวัดปากน้ำฯ มีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว

ด้านพระครูกาญจนกิจจารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกาญจนสิงหาสน์ ในนามเครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่ กล่าวว่า เครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ทุกภูมิภาค รู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด กรณีที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เกิดปัญหาจากพระสงฆ์รูปหนึ่งออกมาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อพระมหาเถระ โดยที่ไม่มีการป้องปราม ทั้งที่มีอำนาจอยู่มาก ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่จะนำมาซึ่งความรุนแรงในสังคม ดังนั้นเครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่จะเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์โดยสันติวิธีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเบื้องต้นจะออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ในกรณีการทูลเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่ปล่อยให้เกิดปัญหา ทั้งที่คณะสงฆ์ก็ปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มฯเชื่อว่านายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ แต่ก็อยากให้ท่านแสดงความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมให้คณะสงฆ์มั่นใจในตัวของท่านมากกว่านี้ รวมทั้งให้ยึดจารีต ธรรมเนียมปฏิบัติ รวมถึง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 สู่การปฏิบัติ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการกล่าวร้ายต่อพระผู้ใหญ่ ทั้งที่ไม่มีข้อเท็จจริงเช่นนี้

ส่วนพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เครือข่ายองค์กรพุทธได้หารือร่วมกัน โดยกำหนดท่าทีใน 3 ประเด็น คือ 1.ให้รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช 2.ให้ดำเนินการตามกฎหมายและประเพณีปฏิบัติ และ 3.หากไม่ดำเนินการตามนั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะสงฆ์จะร่วมกันแสดงสังฆามติ ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรพุทธทั้งหมดพร้อมให้เวลารัฐบาลทำงาน ขอให้กำลังใจ แต่ก็จะเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ส่วนดีเอสไอ ขอให้ยุติการเล่นเกมทางการเมือง ทำแบบนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ขอให้เคารพต่อคณะสงฆ์โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อย่ากลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างคณะสงฆ์ จะเป็นบาปที่ติดตัวไป

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 17 ม.ค. 2559

แฮกเกอร์! ถล่มเว็บศาลฯ คาดไม่พอใจคดีเกาะเต่า โฆษกศาล ยธ.ลั่นเอาผิด

“โฆษกศาลยุติธรรม” เผย ตรวจสอบแล้วพบแฮกเกอร์ ถล่มเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมดำเนินคดีตามความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 10,12 โทษจำคุก 3-15 ปี เชื่อผลพวง ตัดสินคดีเกาะเต่า หลังพบข้อความภาษาอังกฤษ เรียกร้องความยุติธรรม ย้ำ ไม่อาจเปลี่ยนคำพิพากษาได้

เมื่อวันที่ 13 ม.ค.59 นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม ถูกแฮกเกอร์บุกรุกจนไม่สามารถใช้งานได้ว่า จากการตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 22.00 น.ของวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกที่ตรวจสอบพบว่า หน้าเว็บเพจหน้าแรกของสำนักงานศาลยุติธรรม กลายเป็นบนพื้นสีดำ และมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหน้ากากสีขาว พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ เขียนว่า “BLINK HACKER GROUP” และ “Failed Law We Want Justice ! # Boycott Thailand” และจากการสืบค้นพบว่า “BLINK HACKER GROUP” เชื่อมโยงกลุ่มที่ใช้ชื่อ Anonymous Myanmar Hacker ซึ่งเหตุดังกล่าว จนถึงวันนี้ (13 ม.ค.) หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ แต่ก็เป็นเพียงการที่บุคคลภายนอกไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น แต่ระบบปฏิบัติงานภายในระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับความเสียหายใดๆ โดยระหว่างนี้ เรายังเฝ้าระวังตรวจสอบหาช่องโหว่ที่จะป้องกันการบุกรุกทางคอมพิวเตอร์ต่อไป และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขให้มีการเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารภายในได้

นายสืบพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดนั้น ในส่วนของระบบโครงการข่ายคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกิดเหตุสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ให้ตรวจสอบหาการบุกรุกและช่องโหว่ระบบเครือข่าย ขณะที่การตรวจสอบรายละเอียด IP ADDRESS พบว่ามีประมาณ 10 IP ADDRESS ของผู้ที่เข้ามาบุกรุกระบบโครงข่ายหน้าเว็บไซต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียดในส่วนนี้

นายสืบพงษ์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าว ที่ทำให้หน้าเว็บแรกของสำนักงานศาลยุติธรรมเสียหายครั้งนี้ ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษตาม มาตรา 10 ฐานรบกวน ขัดขวาง ระบบคอมพิวเตอร์ ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และมาตรา 12 ผู้ใดกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการใก้บริการสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ระวางโทษตั้งแต่ 3-15 ปี และปรับ 60,000-300,000 บาท โดยสำนักงานศาลยุติธรรม จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไปภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

“ลักษณะข้อความของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเว็บเพจของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ทำให้เห็นได้ว่า อาจเชื่อมโยงการพิพากษาคดีเกาะเต่า ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการพิจารณา และคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีเกาะเต่า ที่ศาลได้ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายได้ แต่ทางคดี คู่ความสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาได้ตามกฎหมายต่อไป” นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำ

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 13 ม.ค. 2559

ตร.เร่งล่ามือแฮกเว็บ สตช. พบเชื่อมโยงหลายประเทศ

ตร.เร่งล่ามือแฮกเว็บ สตช. พบเชื่อมโยงหลายประเทศ

รองโฆษก ตร. เผยแฮกเกอร์ป่วนเว็บ สตช.เป็นการท้าทาย เบื้องต้น พบเชื่อมโยงไปหลายประเทศ ยันเข้าไม่ถึงข้อมูลชั้นความลับ กำลังรวมหลักฐานเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ …

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2559 พลตำรวจตรีปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีที่มีแฮกเกอร์ ลักลอบแฮกหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีข้อความไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาลจังหวัดเกาะสมุย ในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. แต่จากการตรวจสอบจากข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ (ล็อกไฟล์) เบื้องต้น พบว่ามีการเชื่อมโยงไปในหลายประเทศ แต่ยังไม่ทราบถึงผู้ที่ก่อเหตุว่ามีจุดประสงค์ไปในทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า ผู้ก่อเหตุมีเจตนาที่ไม่ดี เป็นการท้าทายว่าสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของตำรวจได้ พร้อมยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยืนยันว่าการที่เว็บของ สตช.ถูกแฮกครั้งนี้ ไม่ใช่ความบกพร่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเว็บไซต์นี้เป็นเว็บสาธารณะที่อาจมีช่องโหว่ในการเข้าภายเว็บไซต์ได้ แม้จะมีระบบป้องกันแต่ก็ยังมีช่องทางให้เข้าถึงเว็บไซต์

ทั้งนี้ เบื้องต้นผู้ก่อเหตุทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5 การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ และมาตรา 9 การปรับเปลี่ยนข้อมูล.

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , 6 ม.ค. 2559

บุ๋ม ปนัดดา-ทีวีธันเดอร์ โร่แจ้ง ปอท.ถูกปลอมเฟซบุ๊กปล่อยข่าว “ปอ ทฤษฎี” เสียชีวิต

29122015

MGR Online – “บุ๋ม ปนัดดา” และผู้บริหารทีวีธันเดอร์ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปอท. หลังถูกผู้ไม่หวังดีสวมรอยปลอมเฟซบุ๊กปล่อยข่าว “ปอ ทฤษฎี” เสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นความจริง ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย

วันนี้ (29 ธ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ปลอมเฟซบุ๊กในชื่อ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ในข้อหา ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ม.14(1) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ม.14(3) ปลุกปั่นให้เกิดความตื่นตระหนก, ม.14 (5) เผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลที่เป็นเท็จ และหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยนำหน้าเฟซบุ๊กปลอมมามอบให้เป็นหลักฐาน

ดร.ปนัดดาเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา มีคนสร้างเฟซบุ๊กปลอมโดยใช้ชื่อว่า “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ใช้รูปประจำตัวเป็นรูปของตนเอง พร้อมทั้งสวมรอยแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกับแฟนคลับ ก่อนจะโพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ ว่า “หลับให้สบาย น้องรัก R I P ปอ ทฤษฎี” เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการผ่าตัดโคม่าหนัก ติดเชื้อยื้อกว่า 7 ชม. “แพทย์รามาเผย..ถึงกับอึ้ง!! เรื่องอะไรมาดู” พร้อมกับแชร์รูปภาพร่วมไว้อาลัยปอว่าเสียชีวิตซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก

เนื่องจากตนเป็นบุคคลสาธารณะและมักจะช่วยเหลือสังคมเสมอ เมื่อพูดหรือโพสต์ข้อความอะไรจึงมีคนเชื่อถือ แต่ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ขอประณามคนสร้างเฟซบุ๊กดังกล่าวว่าไม่ควรนำเรื่องอ่อนไหวเช่นนี้มาล้อเล่น เพราะปอกำลังป่วย ทุกคนต้องการกำลังใจ นอกจากนี้ ตนยังทราบว่ามีการปลอมเพจอื่นๆ เพื่อลงข้อความในลักษณะเดียวกันอีกด้วย หลังจากทราบเรื่องทราบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ลบข้อความกรณีปอออกแล้ว แต่ยังสวมรอยเป็นตนโพสต์ข้อความลักษณะอื่นอย่างต่อเนื่องซึ่งคนอื่นอาจจะไม่แจ้งความ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ตนยอมไม่ได้เพราะไม่ถูกต้อง

“ปอเขาไม่สบาย ทั้งตัวเขาทั้งครอบครัวต้องการกำลังใจ การที่คุณมาทำแบบนี้มันไม่ขำ มันไม่ใช่เรื่องที่เอามาล้อเล่นกันได้ บุ๋มไม่ทราบว่าแต่ละเพจที่ปลอมขึ้นมาจะเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ แต่บุ๋มจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด คุณไม่ควรเอาเรื่องอ่อนไหวแบบนี้มาเพิ่มยอดไลก์ในเว็บโป๊ของคุณ ถ้าเป็นญาติเป็นคนในครอบครัวคุณ เป็นเพื่อนคุณจะรู้สึกอย่างไร” ดร.ปนัดดากล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร กล่าวว่า เบื้องต้นรับเรื่องไว้ ก่อนจะสอบปากคำ น.ส.ปนัดดา รวบรวมพยานหลักฐานและนำเรื่องเรียนผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอนต่อไป

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายภูษิต ไล้ทอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ปลอมเฟซบุ๊กในชื่อ “Take Me Out Thai land” ในข้อหา ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ม.14(1) นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยนำหน้าเพจเฟซบุ๊กปลอมมามอบให้เป็นหลักฐาน

นายภูษิตเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม มีบุคคลสร้างเฟซบุ๊กปลอมโดยใช้ชื่อ “Take Me Out Thai land” และใช้รูปรายการเป็นรูปประจำตัว โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ว่า “ร่วมไว้อาลัย ปอ ทฤษฎี 21/12/58 จิ๊ก เนาวรัตน์ อาสา แต่งหน้าน้องชายสุดที่รัก” และวันที่ 24 ธันวาคม โพสต์ข้อความ “สิ้นแล้ว!! ปอ ทฤษฎี ผ่ารอบ 2 ไม่รอด 24/12 22.00 น. หมอยัน!! สุดความสามารถ” ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เมื่อตรวจสอบชื่อเฟซบุ๊กก็พบว่าถูกปลอมขึ้นมา เนื่องจากเฟซบุ๊กจริงของรายการนั้น ชื่อว่า “Take Me Out Thailand” คำว่า Thailand จะเขียนติดกัน

ทั้งนี้ เมื่อเกิดเรื่องจึงได้พูดคุยชี้แจงกับครอบครัวปอเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ก่อนตัดสินใจว่าเข้าแจ้งความในวันนี้ สำหรับกรณีที่นำละครเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” ซึ่งเป็นละครของบริษัท ทีวีธันเดอร์ และมีปอ ทฤษฎี เป็นพระเอกแสดงคู่กับ เมญ่า นนธวรรณ ทองเหล็ง นั้นก็เป็นไปตามผังของช่อง ไม่ได้จะนำมาออกอากาศเพื่อเรียกเรตติ้ง เพราะยืนยันว่าพวกเราต้องการเพียงแค่ให้ปอหายเป็นปกติ และสามารถมาชมละครที่ตัวเองแสดงร่วมกับแฟนคลับ อย่างภูมิใจในผลงานของปอมากกว่า และขอฝากไปถึงคนที่ทำเฟสบุ๊คปลอมว่า สิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง และไม่ส่งผลดีกับใครเลย โดยเฉพาะปอที่กำลังป่วย ตนไม่ทราบว่าคนทำมีจุดประสงค์อะไร แต่ขอร้องให้ลบข้อความดังกล่าวออก และขออย่าทำแบบนี้อีกเลย

“ข้อความที่โพสต์เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของครอบครัวและคนใกล้ชิดปอมาก ทุกคนก็รู้ว่าปอป่วยหนัก รับการรักษาที่ รพ.อยู่ ต้องการกำลังใจ แต่คุณกลับมาทำเลอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเพราะโพสต์ข้อความถึง 2 ครั้งในวันที่ไล่เลี่ยกัน นอกจากนั้นยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับแฟนคลับที่ติดตามอาการของปอให้เข้าใจผิด ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะทุกคนก็ทราบว่าปอมีละครกับบริษัท ทำให้คนคิดว่าสิ่งที่โพสต์เป็นเรื่องจริง แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย” นายภูษิตกล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชรกล่าวว่า เบื้องต้นรับเรื่องไว้ ก่อนจะสอบปากคำนายภูษิตรวบรวมพยานหลักฐานและนำเรื่องเรียนผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอนต่อไป

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 29 ธ.ค. 2558

เลื่อนอ่านคำพิพากษา ‘ปิยะ’ คดี 112-พ.ร.บ.คอมฯ จากโพสต์ FB

28 ธ.ค. 2558 วันนี้ ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่นายปิยะ (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี อดีตโบรกเกอร์ตกเป็นจำเลย ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ มาตรา 14 (3), 14 (5) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นสถาบันในบัญชีชื่อ พงศธร บันทอน

โดยนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 ม.ค. 2559 เวลา 11.00 น.

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายความจำเลย กล่าวว่า รายงานกระบวนพิจารณาระบุว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ แต่ยังไม่ได้ปรึกษาอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ตามระเบียบจึงให้เลื่อนการอ่านไป

ทั้งนี้ ปิยะถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.2557 และถูกควบคุมตัวยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2557 จนกระทั่งอัยการส่งฟ้องคดีในวันที่ 6 มี.ค.2558 ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ยื่นประกันตัวเนื่องจากครอบครัวไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ

ที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศไม่ให้ล่วงรู้ถึงประชาชน เนื่องจากคดีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนและการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อประชาชนในระหว่างการพิจารณาคดีเป็นการกระทำที่ไม่บังควร อาจกระทบกระเทือนต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนได้

ที่มา : ประชาไท, 28 ธ.ค. 2558

คุยยังไม่จบ กด LIKE ผิดกฎหมายหรือไม่?

27122015

ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าสรุปแล้วการกดไลค์ข้อความที่ผิดกฎหมาย เป็นความผิดด้วยหรือไม่? ฝ่ายตำรวจบอกว่าผิดเพราะมีเจตนาเผยแพร่ต่อ ขณะที่นักวิชาการบอกว่า ต้องดูเจตนา และการกดไลค์ไม่ได้หมายความว่าถูกใจเสมอไป ไอลอว์ชวนสำรวจความเห็นฝ่ายต่างๆ ในสังคมเพื่อมองหาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ก่อนฟังศาลตัดสิน

หลังกรณีการจับกุมฐนกร หรือเอฟ พนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ด้วยข้อกล่าวหาตอนแรก คือ ส่งแผนภาพแสดงการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ไปยังเพจ “สถาบันคนเสื้อแดงแห่งชาติ” และต่อมาถูกตั้งข้อหาเพิ่มจากการกดไลค์และแชร์ข้อความหรือรูปภาพที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ทำให้ผู้คนในสังคมตื่นเต้นและหวาดกลัวในการใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะกังวลว่าตนเองอาจจะกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการกดไลค์ภาพหรือข้อความที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย เช่น การหมิ่นประมาท ภาพลามกอนาจาร ความผิดต่อความมั่นคง หรือความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด ก็ย่อมไม่ผิด
เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ว่า แม้การเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และ “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา จะเป็นความผิด แต่การกดไลค์ไม่ใช่การเผยแพร่หรือสนับสนุน เพราะไม่มีฐานความผิดกำหนดไว้ในกฎหมาย และจะถือว่าเป็นการสนับสนุนไม่ได้เพราะการสนับสนุนต้องเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นขณะที่กระทำความผิด และผู้สนับสนุนต้องกระทำบางอย่างในการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด ซึ่งการกดไลค์ไม่เข้าเงื่อนไขใดเลย เพราะการกดไลค์เกิดขึ้นหลังจากผู้โพสต์เนื้อหาผิดกฎหมายโพสต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ด้านสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับประชาไทในเรื่องเดียวกันว่า
“คุณเชื่อไหมว่า ในทางกฎหมายอาญานั้น ขนาดคุณเห็นคนอื่นกำลังลงมือฆ่าใครสักคนต่อหน้าแล้วคุณนิ่งเฉย แถมแอบเห็นด้วยนิดๆ แต่ไม่ได้ออกแอ๊คชั่นอะไรเลย คุณยังไม่ผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฆ่านั้นเลยนะ! เต็มที่ก็คือผิดลหุโทษฐานละเว้นเท่านั้น …ดังนั้น นับประสาอะไรกับการมากดไลค์ความผิดที่สำเร็จไปแล้ว”

กดไลค์ = เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด?
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมาย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เคยให้สัมภาษณ์กับ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ไว้ว่า โดยหลักการกดไลค์เป็นสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย ที่เขาจะแสดงว่าชอบหรือไม่ชอบ สามารถทำได้ ในฐานะคนที่ร่างกฎหมายเก่า โดยหลักการ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่ใช้ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสถาบัน หรือความมั่นคงของชาติโดยตรง การไปกดไลค์ก็อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนและอาจถูกดำเนินคดีได้ ซึ่งอาจเป็นได้ในฐานะผู้สนับสนุน แต่ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปก็เป็นสิทธิในการกดไลค์ได้อยู่แล้ว

สาวตรี สุขศรี กล่าวไว้ว่า หลักการเรื่องนี้ จะเป็นผู้สนันสนุนได้ต้องมี action “ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก” แก่ผู้กระทำผิด และต้องทำ “ก่อนหรือขณะความผิดเกิด” เท่านั้นด้วย การกดไลค์ไม่ได้ให้ผลเป็นการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกอะไรให้คนโพสต์นะ ทั้งยังเป็นการกดภายหลังความผิดสำเร็จไปแล้วอีกด้วย จึงผิดไม่ได้

กดไลค์ = เจตนาเผยแพร่ต่อ?
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เคยให้สัมภาษณ์ว่า “การกดไลค์ถือว่ามีเจตนาและเป็นการเผยแพร่ทางหนึ่ง เพราะข้อความหรือรูปภาพที่กดไลค์จะถูกส่งต่อให้เห็นในเฟซบุ๊ก ดังนั้นจึงเข้าข่ายผิดกฎหมาย”

พงศกร มาตระกูล หัวหน้าฝ่ายกฏหมาย www.finlawtech.com เคยกล่าวในรายการต่างคนต่างคิดไว้ว่า คนที่กดไลค์บางคนอาจจะไม่ทราบว่าการกดไลค์จะทำให้เพื่อนเห็นข้อความนั้นเยอะขึ้น ถ้าเป็นการกดไลค์แฟนเพจการอาจจะทำเพื่อติดตามข้อมูลจากเพจนั้นก็ได้ ไม่ได้หมายความว่ามีเจตนาเผยแพร่ข้อความทุกอย่างในเพจนั้นเสมอไป เรื่องนี้กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด

ขณะที่แถลงการณ์ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต ให้ความเห็นว่า การกดไลค์ก็ไม่ใช่การเผยแพร่เนื้อหาซ้ำ แม้จะมีโอกาสที่ระบบซอฟต์แวร์ของเว็บไซต์สื่อสังคมจะเผยแพร่เนื้อหาที่ถูกกดไลค์ต่อไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง และคนกดไลค์ก็ไม่สามารถคาดหมายได้ว่า การกดไลค์นั้นจะทำให้เนื้อหาไปปรากฏให้ผู้อื่นเห็นหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นผู้กดไลค์ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาของข้อความต้นทางได้ เพราะผู้โพสต์ข้อความสามารถแก้ไขข้อความได้ทุกเมื่อ ดังนั้นข้อความที่แสดงในช่วงเวลาหนึ่ง อาจต่างจากข้อความที่กดไลค์ก็ได้

กดไลค์ มีความผิดเพราะ “เล็งเห็น” ผลว่าจะช่วยเผยแพร่ข้อความ?
อย่างไรก็ตาม กองบังคับการปราบปรามได้ติดประกาศเรื่อง “การกด LIKE หรือ SHARE เป็นความผิดหรือไม่” ระบุว่า การกดไลค์เป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)-(4) ถ้ามีเจตนาโดยประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลว่าการกดไลค์นั้นจะเผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้อื่น

ขณะที่เรื่องการเล็งเห็นผลนั้น ตามคําพิพากษาฎีกาที่ 9805/2554 อธิบายไว้ว่า การกระทำโดยเล็งเห็นผลหมายความว่า “ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้”

ซึ่งกรณีการกดไลค์แล้วทำให้ผู้อื่นเห็นข้อความนั้น เป็นเพียงเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น การกดไลค์จึงไม่อาจเล็งเห็นผลว่าผู้อื่นจะเห็นข้อความนั้นต่อ

ส่วนเรื่องเจตนาในการกระทำผิด คณาธิป ทองรวีวงศ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น บอกว่ามีสองแบบ แบบแรกคือคนที่มีเจตนา รู้อยู่ว่าเป็นข้อมูลปลอมหรือเท็จ แล้วยังกดไลค์และรู้ด้วยว่าการกดไลค์คืออะไร รู้ว่าการกดไลค์ทำให้ข้อมูลปรากฏบนหน้าแสดงผลของผู้ใช้งานที่เป็นเพื่อนอยู่ ตรงนี้มีความเสี่ยงว่าจะมีความผิด

อีกแบบหนี่งคือ กรณีที่ไม่รู้ เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่รู้การทำงานของระบบสื่อสังคมออนไลน์ว่า การกดไลค์จะกระจายข้อมูลในหน้าฟีดให้คนอื่นรู้ ตนมองว่าคนกลุ่มนี้ขาดขาดเจตนา

“กดไลค์” มีความหมายหลายอย่าง ไม่ได้แปลว่าชื่นชอบเสมอไป
“ลำพัง ‘สามัญสำนึก’ ก็บอกเราได้ว่าการกดไลค์ไม่น่าจะผิดกฎหมายอะไรเลย เพราะมันเป็นเพียงการแสดงความรู้สึกเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกนี้บ่อยครั้งก็ไม่ใช่‘ถูกใจ’ ด้วยซ้ำไป หลายคนอาจ ‘ไม่ถูกใจ’ แต่เลือกที่จะกดไลค์เพจหรือข้อความนั้นๆ เพียงเพื่อจะได้กลับมาติดตาม (ทำให้ลิงก์เพจ/ข้อความยังเวียนวนอยู่ในfeed หน้าจอ) หรือเป็นสัญญาณบอกผู้สร้างเพจ/ข้อความว่า ‘ฉันแวะมาแล้วนะ’ บางคนไลค์กดไลค์ดะข้อความของเพื่อนเพียงเพราะอยากให้กำลังใจ ไม่เคยกดเข้าไปอ่านด้วยซ้ำ ไม่นับเหตุผลอื่นๆ อีกร้อยแปดพันเก้า”

ความเห็นของสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่มองว่าการกดไลค์ไม่น่าจะเป็นการแสดงเจตนาเผยแพร่

ด้านพงศกร มาตระกูล เคยกล่าวในรายการต่างคนต่างคิดไว้ด้วยว่า การกดไลค์โดยตัวมันไม่เป็นความผิด การกดไลค์ไม่ใช่แปลว่าชอบเสมอไป อาจจะเป็นการกดไลค์เพื่อให้รู้ว่าอ่านแล้ว หรือเพื่อแนะนำให้เพื่อนๆ เข้ามาดูก็ได้ ว่าเพจนี้มีเนื้อหาแบบนี้แล้วเราควรทำอย่างไร? ต้องดูด้วยว่าคนกดไลค์นั้นเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคนโพสต์อย่างไร

นอกจากนั้น หากผู้ใช้เฟซบุ๊กต้องการจะเผยแพร่เนื้อหาก็สามารถใช้ปุ่ม “แชร์” ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นเห็นเนื้อหาด้วย ไม่ใช่การกดปุ่ม “ไลค์” ที่เป็นเพียงการแสดงความรู้สึกเท่านั้น ดังนั้นจึงพอจะเห็นได้ว่าการกดไลค์ ไม่ใช่การกระทำที่มีเจตนาจะเผยแพร่เนื้อหาต่อ

ที่มา : ilaw-freedom, 27 ธ.ค. 2558